หน้าแรก >> ความรู้ >> เคล็ดลับความงาม

กินอย่างไร?? ไม่ทำลายกระเพาะอาหาร
        หลายคนคงทราบกันดีว่ากระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ในการผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร โดยกระเพาะอาหารจะบีบตัวให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ก่อนจะส่งต่อไปยังลำไส้ เพื่อดูดซึมเข้าร่างกายต่อไป ส่วนปัญหาและสาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็มีดังนี้

• อาหารไม่ย่อย หรือการย่อยทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เกิดจากการรีบเร่งกินอาหาร หรือกินในปริมาณมากเกินไป ทำให้เอนไซม์ในน้ำลาย ย่อยอาหารไม่ทัน และยังทำให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งได้น้อยลงอีกด้วย
• กระเพาะอาหารจะมีความไวต่ออาหารบางประเภท เช่น อาหารจำพวกแป้งสาลี นม โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยมาก เพราะเป็นตัวดูดซับน้ำไว้ เมื่อพองตัวจะทำให้ท้องอืด เกิดอาการจุกแน่น
• การเกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารมาก เกิดจากการดื่มน้ำอัดลม หรือการกินผลไม้หลังกินอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันย่อยช้า ผลไม้จึงบูดก่อนที่จะได้ย่อย ทำให้เกิดแก๊สขึ้น
• กรดเกินในกระเพาะ เกิดจากความเครียดมีผลกระตุ้นให้กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารบีบรัดตัว ซึ่งเป็นการสร้างกรดในกระเพาะ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งมากขึ้น

เมื่อทราบสาเหตุแล้วมาลองปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารกันนะคะ

1. เคี้ยวอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด ไม่ควรกินอาหารให้อิ่มเกินไป เว้นช่วงมื้ออาหารมื้อละ 4 ชั่วโมง ควรกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเวลานอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
2. อย่าดื่มน้ำมากกว่า 1 แก้ว ระหว่างรับประทานอาหาร
3. ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ หรือพวกเครื่องดื่มอัดแก๊ส เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรก็ไม่เลวนะคะ
4. หลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวร่างกาย เพราะอาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง จุกเสียดได้ค่ะ
5. เว้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง กินอาหารไทยกินพืชผักสมุนไพรบ้านเรานี่แหละค่ะ ทั้งอร่อยทั้งมีสรรพคุณทางยา เช่น ใบสะระแหน่ที่อยู่ในลาบน้ำตก ช่วยขับลมดีนักแล หากมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง ก็สามารถบรรเทาอาการด้วย ยาแคปซูลสมุนไพรขมิ้นชัน ดร.สาโรช ด้วยสรรพคุณช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง ลดการบีบตัวของลำไส้ กระตุ้นการขับน้ำดีทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น สาร Curcumin ในขมิ้นชันยังจะช่วยกระตุ้นการหลั่ง Mucin มาเคลือบกระเพาะอาหาร ทำให้ช่วยลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ค่ะ
 
 
ตบแป้ง...แต่งหน้าสไตล์ธรรมชาติ
        สมัยนี้เทรนด์การแต่งหน้าแบบสวยสดใสเป็นธรรมชาติกำลังเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่สาวน้อยสาวใหญ่อย่างแรง บางคนเคยเมคอัพสีสันบนใบหน้าตอนนี้ต้องเริ่มเปลี่ยนลุคใหม่ให้ตามกระแส แบบใสๆแต่งแล้วดูเหมือนไม่ได้แต่ง แตกต่างจากยุคเก่าที่นิยมแต่งหน้าเข้ม เน้นสีสัน เป็นการเมคอัพที่บดบังความสวยของผิวไปเลย แต่ถ้าต้องการให้ใบหน้าดูนวลเนียน ไร้ริ้วรอยจุดด่างดำ โต้แสงแฟลตเวลาที่ออกงานยามค่ำคืน ก็ต้องให้ความสำคัญที่การลงรองพื้น ซึ่งจะช่วยปกปิดจุดบกพร่องของสีผิวได้ดียิ่งขึ้น เพียงเกลี่ยบางๆ แล้วตามด้วยแป้งฝุ่น ก็จะได้ผิวหน้าเนียนสวยดูเป็นธรรมชาติ แป้งฝุ่นจะเสริมให้รองพื้นแนบสนิทไปกับผิวหน้าได้ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับในวันพักผ่อนอยู่กับบ้าน ถ้าอยากจะเปลือยผิวหน้า โดยไร้เมคอัพ แค่ใช้ แป้งฝุ่นก็เพียงพอ ซึ่งขอแนะนำแป้งฝุ่นสมุนไพร ดร.สาโรช เพราะด้วยคุณสมบัติที่พิเศษ มีส่วนผสมของสมุนไพรช่วยบำรุงรักษาผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว ดูดซับเหงื่อได้ดี ทำให้หน้าไม่มันเยิ้ม ใช้เป็นแป้งเติมได้ตลอดเวลา เนื้อแป้งเบาบางสบายผิว ติดทนนาน เนื่องจากเนื้อแป้งละเอียด ถึงแม้จะไม่ได้ให้การปกปิดที่เนียนสนิทเหมือนแป้งผสมรองพื้น แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการเมคอัพเลยทีเดียว แต่ถ้าต้องการให้เนื้อแป้งติดทนนานเพื่อปกปิดรอยตำหนิเล็กๆน้อยๆ บนผิวหน้า ขอแนะนำแป้งใยไหม ดร.สาโรช ซึ่งผสมครีมรองพื้น เนื้อเนียน กันน้ำ และสามารถกันแดดด้วย SPF 15 มีส่วนผสมสำคัญคือใยไหม สามารถสร้างความวาวของผิวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ผิวหน้าดูนวลเนียนเป็นเงาใส ชวนมอง แลดูอ่อนวัยค่ะ
เมื่อรักที่จะแต่งหน้าแล้ว สิ่งที่จำเป็นคือต้องทำความสะอาดให้ดีทีเดียวนะคะ ไม่เช่นนั้นสิวเม็ดโตจะตามมาแน่ๆ ค่ะ ง่ายๆ ด้วย การใช้โลชั่นทำความสะอาดเช็ดผิวก่อน แล้วค่อยล้างหน้าด้วยสบู่เหลว แค่นี้หน้าก็ใสเด้งอินเทร๊นด์ ...อินเทรนด์แล้วค่ะ
 
 
5 ขั้นตอนดูแล “ขนตา”
        เดี๋ยวนี้แฟชั่นขนตาปลอมกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วบ้านทั่วเมือง สาวๆ ที่อยากมีขนตาเด้งด้วยขนตาปลอม ก็ควรใส่ใจในการเลือกซื้อกันสักนิดนะคะ เลือกซื้อวัสดุดีมีคุณภาพ ไม่ทำให้ระคายเคือง อย่าลืมว่าขนตาไม่ได้มีประโยชน์แค่ทำให้ดวงตาดูคมสวยเท่านั้น แต่ขนตายังมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ควัน และละอองต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตาของเราได้ เพื่อเป็นการถนอมขนตาลองทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ดูนะคะ

1. ทำความสะอาด ไม่ควรทิ้งเมคอัพไว้ข้ามคืน เมื่อแต่งแต้มแล้วพอกลับถึงบ้านต้องล้างทำความสะอาด อย่าให้เหลือร่องรอย เพราะเศษเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ตาอักเสบได้ค่ะ

2. บำรุงอาทิตย์ละครั้ง ใช้งานหนักมาทั้งอาทิตย์แล้ว ถึงวันหยุดเมื่อไหร่ทาผลิตภัณฑ์บำรุงขนตาสักหน่อย โดยใช้เบบี้ออยส์ หรือน้ำมันมะพร้าว ลงไปบนเส้นขนตาบางๆ ทิ้งไว้สักพักใหญ่ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยบำรุงให้ขนตาอ่อนนุ่ม เงางาม และแข็งแรงได้นะคะ

3. กินอาหารบำรุงขนตา โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดโฟลิค เช่น ตับ ผักใบเขียว นมเปรี้ยว เป็นต้น และสังกะสี เช่น หอยนางรม ถั่ว ธัญพืช อาหารทะเล ไข่ เป็นต้น อาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ขนตางอกใหม่เร็วขึ้น และสมบูรณ์ ไม่หักหรือหลุดร่วงง่าย

4. อย่าขยี้ตา รอบดวงตาเป็นผิวที่บอบบาง ระคายเคืองได้ง่าย การขยี้ตานอกจากจะทำให้ขนตาหลุดร่วง ยิ่งถ้าล้างมือไม่สะอาดแล้วขยี้ตา ก็อาจจะทำให้ตาอักเสบ แล้วริ้วรอยก็จะพ่วงตามมาอีกด้วย

5. ไม่ใช่มาสคาร่าร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อจนตาอักเสบได้ รวมทั้งต้องหมั่นทำความสะอาดขนแปรงด้วยน้ำอุ่นบ้างเป็นครั้งคราว และควรเปลี่ยนมาสคาร่าใหม่ทุกๆ 3 เดือน เพื่อป้องกันแบคทีเรียสะสม

ง่ายๆ แค่นี้ขนตาคู่สวยก็จะมีสุขภาพขนตาที่ดี อยู่คู่กับคุณไปนานๆแล้วล่ะค่ะ
 
 
ดื่มอย่างไร ไม่ทำร้ายฟัน
        ย่างเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ หลายคนมักเพลิดเพลินกับการดื่มฉลองกันอย่างสนุกสนาน แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากรวมกับพฤติกรรมการดื่มในรอบปีที่ผ่านมาด้วยแล้ว อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาโรคเหงือกและฟันตามมาได้ค่ะ ปัญหาสุขภาพฟันไม่ว่าจะเป็นฟันผุ ฟันสึกกร่อน และอาการเสียวฟัน สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากการบริโภคเครื่องดื่มค่ะ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกรด มีฟองซ่า เช่น น้ำอัดลม หรือโซดา เครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนตอย่างเบียร์ ไวน์ และอีกชนิดที่เป็นตัวฉกาจในการทำร้ายฟันเลยก็คือ เครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มประเภท sport drink หรือน้ำเกลือแร่ที่นักกีฬาชอบดื่มกัน เพราะในเครื่องดื่มดังกล่าวจะมีความเป็นกรดและมีค่า pH ต่ำ ซึ่งมีผลทำให้ผิวเคลือบฟันละลายและนิ่มลงชั่วขณะ หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะกลับสู่ปกติ แต่ขณะที่เคลือบฟันนิ่มหากเราแปรงฟันหรือเคี้ยวอาหารแข็งๆ เคลือบฟันก็จะหลุดหรือสึกกร่อนได้ง่ายๆ และเมื่อผิวเคลือบฟันบางลงจนถึงชั้นเนื้อฟัน ความเสียวซ่านของอาการเสียวฟันก็จะตามมา เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าหากยังละเลย ไม่รีบดูแล คุณอาจเป็นโรคเหงือก หรือสูญเสียฟันได้ในที่สุดค่ะ แต่หากบังเอิญเจ้าวายร้ายคือเครื่องดื่มสุดโปรด หรืออยากดื่มในโอกาสพิเศษแล้วล่ะก็ เราก็มีตัวช่วยเป็นเทคนิคการดื่มแบบง่ายๆ คือการใช้หลอดดูดเพื่อให้น้ำดื่มผ่านเข้าสู่คอเลย ไม่อมน้ำดื่มไว้ในปากนานๆ และหลังดื่มให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลายๆ ครั้งทันที ที่สำคัญห้ามแปรงฟันทันที ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง และเวลาแปรงฟันควรให้ยาสีฟันสัมผัสผิวฟันประมาณ 2 นาที เพื่อช่วยป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเลือกใช้ยาสีฟันที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงอย่าง ยาสีฟันผสมสมุนไพร ดร.สาโรช ซึ่งจะช่วยบำรุงรักษาฟัน และลดอาการเสียวฟัน พร้อมเสริมเคลือบฟันเพื่อทดแทนแร่ธาตุที่ละลายไป ช่วยให้ผิวเคลือบฟันแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้สารสกัดในสมุนไพรยังช่วยระงับกลิ่นปาก และลดปัญหาเลือดออกตามไรฟันและเหงือกอักเสบได้ดีอีกด้วยค่ะ หันมาใส่ใจดูแลฟันหลังการดื่มสักนิด คุณก็ดื่มได้อย่างสนุก ฟ.ฟัน ก็มีสุขภาพที่ดีด้วยค่ะ

 
 
การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี
        การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผิวสะอาดและปราศจากสิ่งสกปรกตกค้าง เคล็ดลับดีๆ สำหรับวิธีเช็ดทำความสะอาดผิวให้เริ่มจากผิวบริเวณรอบดวงตา เพราะผิวรอบดวงตาเป็นบริเวณที่บอบบางมาก เวลาที่ทำความสะอาดแนะนำให้หยด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใส่ลงสำลีพอประมาณ จากนั้นเช็ดออกอย่างเบามือ ห้ามถูไปถูมาเด็ดขาด ถ้าเป็นตรงเปลือกตาก็ค่อยๆ เช็ดลงมาจนถึงตรงขอบตาเพื่อจะรูดมาสคาร่าให้ติดออกไปตามปลายขนตา สำหรับตรงขอบตาก็แนะนำให้พับสำลีเป็นมุมสามเหลี่ยมเช็ดออกอย่างเบาๆ ส่วนในบริเวณริมฝีปาก เมื่อพับสำลีเป็นสามเหลี่ยมแล้วก็ใช้ตรงมุมเช็ดตามร่องปาก โดยเช็ดในแนวดิ่งจากด้านในออกมาตรงด้านนอกริมฝีปาก ไม่แนะนำให้ถูในแนวขวาง เพราะจะทำให้ริมฝีปากแตก และถ้าทำซ้ำๆ นานๆ ไป มีผลให้ริมฝีปากเป็นร่องและมีรอยย่นเหี่ยว ส่วนผิวหน้า เริ่มจากบริเวณทีโซนก่อน โดยเริ่มวนจากบริเวณหน้าผาก จมูกและคาง และควรใช้นิ้วนางและนิ้วกลางสำหรับคลึงวนในการทำความสะอาด โดยคลึงวนออกตามจุดต่างๆ บนผิวหน้า ถ้าคุณเลือกใช้คลีนซิ่งออยล์ ก็สามารถล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดได้เลย แต่ถ้าเป็นคลีนซิ่งเจลหรือน้ำนมคุณต้องซับหน้าด้วยทิชชูก่อนแล้วค่อยตามด้วย น้ำสะอาดและสบู่เหลวล้างหน้า
 
 
วิธีใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสม
        เดี๋ยวนี้สาวไทยเรานิยมที่จะมีผิวขาว ซึ่งก็มีหลายวิธีที่จะช่วยให้ผิวขาวขึ้น ทั้งการเลือกที่จะรับประทานอาหารเสริม หรือใช้เครื่องสำอางอย่างครีมกันแดดร่วมด้วย แต่ถึงแม้ว่าคุณจะเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับคุณแล้ว แต่ถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้องละก็ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดน้อยลงนะคะ ผิวก็จะไม่ขาว และดำคล้ำเหมือนเดิม มีเคล็ดง่ายๆ ในการใช้ครีมกันแดดให้เกิดประสิทธิภาพมาฝากค่ะ
1. การทาครีมกันแดดนั้นหากจะให้ได้ประสิทธิภาพดี ก็ต้องใช้ครีมประมาณ 1 ช้อนชาหรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ สำหรับทาผิวหน้าและลำคอ แนะนำให้แบ่งทา 2 รอบค่ะ
2. ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15 นาที เพื่อให้ครีมกันแดดยึดติดกับผิวได้ดีกว่า และถ้าอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
3. หากต้องมีกิจกรรมกลางแดดต่อเนื่องหรือเล่นกีฬากลางน้ำ กลางแดด ควรเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำ และทาครีมกันแดดซ้ำ ทุก 2 ชั่วโมง
4. ต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำสม่ำเสมอ
การหลีกเลี่ยงแสงแดดสามารถลดปัญหาที่เกิดจากแสงแดดได้ดีที่สุด นอกเหนือจากนี้ควรป้องกันแสงแดดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น กำบังและการใช้ครีมกันแดดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรเลือกให้เหมาะสม กับแต่ละบุคคลร่วมกับวิธีการใช้ที่ถูกต้อง
 
 
ใส่ใจอนามัย จุดซ่อนเร้น
        ตามธรรมชาติของผู้หญิงเมื่อย่างเข้าสู่วัยสาวหรือวัยเจริญพันธุ์ สรีระจะมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มมีรอบเดือน หากดูแลความสะอาดไม่ดีพอจะเป็นที่อาศัยชั้นดีของเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดอาการคัน และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้ต้องใส่ใจบริเวณจุดซ่อนเร้นมากกว่าช่วงที่เป็นเด็กหญิง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวจะเกิดการอับชื้นได้ง่าย และมีปัญหาการติดเชื้อตามมา สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลจุดซ่อนเร้นไม่ให้เกิดความอับชื้นคือการรักษาความสะอาดโดยเฉพาะช่วงที่เป็นรอบเดือน ยิ่งต้องรักษาความสะอาดเป็นพิเศษ เลือกใช้ผ้าอนามัยที่อ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคือง ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงที่คับเกินไป และสาวใดที่นิยมใส่สเตย์เพื่อรักษาทรวดทรง รวมทั้งสาวออฟฟิศที่ต้องใส่ถุงน่องทั้งวัน มีโอกาสที่หมักหมม เป็นที่สะสมของแหล่งเชื้อโรคได้ง่าย ร้อนมากๆ จึงควรใส่ใจเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนมากๆ จึงควรใส่ใจเรื่องความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ขณะอาบน้ำควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นทุกครั้งด้วยสบู่อย่างอ่อนหรือใช้น้ำยาสุขอนามัยของ ดร.สาโรชร่วมด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับทำความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นของสุภาพสตรี มีคุณสมบัติอ่อนโยน ปลอดภัย ช่วยลดความอับชื้นและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ คุณจะรู้สึกได้ถึงความสะอาด เหมาะสำหรับทุกวัน โดยเฉพาะวันนั้นของเดือน...แล้วอย่าลืมใส่ใจตัวเองสักนิด เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีค่ะ
 
 
สาระน่ารู้ “เรื่องของยา”
        ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาการผิดปกติบางอย่างที่ร่างกายแสดงออกมาอาจหมายถึง โรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงก็ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องโดยแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้ยารักษาโรคอย่างถูกต้อง เนื่องจากยานั้นแตกต่างจากอาหาร ดังนั้นก่อนใช้ยาผู้ใช้จึงต้องทราบถึงสาเหตุและอาการของตนก่อน เพื่อที่จะได้เลือกใช้ยาได้ถูกโรค ถูกขนาด ถูกเวลา และถูกวิธี

ข้อควรคำนึงในการรับประทานยา
1. ยาก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง

2. ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารประมาณ 15-30 นาที แต่ถ้าเป็นยาที่ระบุว่าต้องรับประทานหลังอาหารทันที ต้องรับประทานพร้อมอาหารนั้น ไม่ควรรับประทานยานี้ในขณะที่ท้องว่าง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะ และถ้าเป็นยาลดกรดควรรับประทานก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง

3. ยาเม็ดหรือยาแคปซูล ควรกลืนทั้งเม็ดพร้อมน้ำ ส่วนที่ระบุว่าเคี้ยวก่อนกลืน ก็ต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อน

4. ยาน้ำ ควรเขย่าขวดก่อนรับประทานทุกครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายทั่วทั้งขวด

5. ยาผงที่ต้องละลายน้ำก่อนรับประทาน เช่น ยาขับเสมหะ ห้ามรับประทานแห้งแล้วค่อยดื่มน้ำตาม เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารได้

6. อย่าละเลยคำเตือนที่ระบุมากับยา เช่น ยาบางชนิดต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวันจนหมด ยาบางชนิดต้องรับประทานน้ำตามมากๆ เพราะยาอาจตกตะกอนที่ไตทำให้เกิดนิ่วบางชนิด

7. ไม่ควรรับประทานเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีแอลกฮอล์ผสมอยู่ เพราะแอลกอฮอล์มักมีผลต่อการดูดซึมยาเสมอ

8. ยาที่ใช้เฉพาะที่ เช่น ยาเหน็บที่สอดทางทวารหนัก หรือสอดทางช่องคลอด ควรนำยาไปจุ่มน้ำสะอาดก่อนใช้ เพื่อให้เม็ดยาลื่น ซึ่งจะสะดวกแก่การสอดใส่ และหลังจากสอดแล้วควรนอนพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยาละลายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สำหรับยาที่สอดเข้าทวารหนักนั้น ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อเป็นการป้องกันยาหลอมตัว และช่วยให้ยามีความแข็งพอที่จะสอดได้

ถึงแม้ว่ายาจะมีคุณอนันต์ แต่ถ้าหากใช้อย่างผิดวิธี ยานั้นก็อาจกลายเป็นโทษมหันต์ได้ ดังนั้นการรู้จักใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นการช่วยขจัดและบำบัดโรคภัยต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากยาก่อนใช้ทุกครั้งนะคะ
 
 
เคล็ดไม่ลับ..แต่งหน้าอย่างไรให้สวยเริ่ด
        เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการแต่งหน้าเพื่อคุณสาวๆ ค่ะ

1. เลือกสีชุดที่จะใส่ก่อน แล้วจึงเลือกเฉดสีของเครื่องสำอางให้ดูกลมกลืนเป็นโทนสีเดียวกับสีชุด จะช่วยให้คุณดูมีรสนิยมในการแต่งหน้า

2. ในกรณีที่ใส่ชุดเปิดไหล่ อย่าลืมทาแป้งในบริเวณที่เผยผิว โดยเลือกสีให้กลมกลืนกับรองพื้นของผิวหน้าเพื่อผิวคุณจะได้แลดูขาวนวลเนียนทั่วเรือนร่างค่ะ

3. หลีกเลี่ยงลิปสติกสีแดงสด หรือสีจัดจ้าน ยิ่งถ้าคุณเป็นคนผิวคล้ำและริมฝีปากหนา บอกได้เลยว่าไม่ควรอย่างยิ่งค่ะ เพราะแฟชั่นการแต่งหน้ายุคนี้จะเน้นความสวยใสอย่างเป็นธรรมชาติ มีความกลมกลืนและเหมาะสมกับสีผิวของแต่ละคนค่ะ

4. สำหรับสาวหมวย หรือสาวที่อยากตาโตหวานจนต้องพึ่งขนตาปลอมแบบหนาๆ หรือจะเป็นเลนส์สัมผัส (บิ๊กอาย) เพื่อให้ตาดูกลมโตเหมือนดาราเกาหลี ขอบอกว่าต้องระวังให้ดีค่ะ เพราะหากใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดการแพ้ ติดเชื้อได้ โดยอาจเลือกใช้วิธีการเขียนอายไลน์เนอร์หรือการเขียนขอบตาเพื่อช่วยให้ตาดูโตขึ้นก็ได้ค่ะ แต่ก็อย่าลืมล้างทำความสะอาดให้หมดจดทุกครั้งด้วยนะคะ

5. ส่วนสาวที่ชอบเขียนคิ้วด้วยสีดำ เลิกเถอะค่ะ เพราะจะทำให้หน้าคุณดุขึ้น หันมาลองใช้สีน้ำตาลเข้มจะดูสวยกว่า และทำให้หน้าแลดูอ่อนเยาว์ขาวกระจ่างใสขึ้นด้วยค่ะ

6. ใครที่เป็นสาวแว่น (ผิวขาว) ขอแนะว่าให้เน้นด้วยลิปสติกสีสดๆ ดีกว่าที่จะเน้นเปลือกตาสีเข้มค่ะ เป็นการเบนจุดสนใจจากแว่นตามาสู่เรียวปากที่แสนจะเซ็กซี่ของคุณ

การแต่งหน้าให้สวยโดดเด่น สะดุดตา นอกจากต้องรู้เทคนิคในการแต่งหน้าแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การดูแลผิวหน้าให้ขาว เนียนใส ไร้สิว เพราะผิวที่ขาวใส สุขภาพดี แม้ไม่แต่งแต้มสีสันด้วยเครื่องสำอางก็มีเสน่ห์ชวนมองแล้วล่ะค่ะ
 
 
เฉลยความลับของผมสวย
        เส้นผมนุ่มสลวย เป็นเงางาม มีชีวิตชีวา ไม่แห้งกรอบและแตกปลาย นอกจากจะต้องดูแลรักษาในเรื่องของความสะอาด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะแล้ว ผมสวยจริงต้องได้รับสารอาหารบำรุงอย่างครบถ้วนจากภายในด้วยเช่นกันค่ะ เคล็ดไม่ลับขอนำเสนออาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับทุกท่านค่ะ

1. วิตามินอีและวิตามินบีเป็นอาหารหลัก รวมไปถึงวิตามินอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ยอดกระถิน ชะอม ตำลึง ใบบัวบก ผักบุ้งขาว ผักชีลาว ผักแว่น เป็นต้น

2. เกลือแร่ มีอยู่ในผักทั่วไป และผลไม้

3. ซิลิคอน มีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง แตงกวา สตรอเบอรี่ ผักกาดหอม กะหล่ำปลี ผักขม เป็นต้น

4. กำมะถัน มีอยู่ในหัวไชเท้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว หัวหอมสด กะหล่ำดอก แอปเปิ้ล แครอท เป็นต้น

5. ไอโอดีน มีอยู่ในกระเทียม (ต้นและหัว) สับปะรด สาหร่ายทะเล

จะเห็นได้ว่าอาหารของเส้นผมล้วนมีอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่เป็นประจำนั่นเอง ครั้งต่อไปจะรับประทานผักและผลไม้ก็ควรคำนึงถึงสารอาหารให้มาก ผักหรือผลไม้บางประเภทอย่าง แตงกวา แอปเปิ้ล ก็ไม่ควรปอกเปลือกนะคะ เส้นผมของเราจะได้รับอาหารบำรุงแบบเต็มที่ยังไงล่ะคะ
 
 
อาหารสำหรับสาว IT
        ยุคนี้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และเป็นเครื่องใช้สำนักงานที่นิยมกันมากในการทำธุรกิจ คงไม่พ้นคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็คือสาวๆ ที่ต้องนั่งหน้ามัน พิมพ์งานทีละหลายชั่วโมง แต่รู้ไหมคะว่าการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ผลข้างเคียงที่ชัดเจนคือ อาจทำให้เกิดอาการปวดเอว หรือไหล่ โดยเฉพาะคนที่นั่งไม่ถูกท่า และการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ยังส่งผลต่อความเสื่อมของระบบประสาท และทำให้เกิดโรคเครียดได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการบอกว่า คนที่ใช้เวลากับคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก ควรใส่ใจกับเรื่องอาหารการกินเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรคได้ นอกจากการกินอาหารให้สมดุลครบทั้ง 3 มื้อ และให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้าแล้ว อย่าลืมเน้นอาหารเหล่านี้เป็นพิเศษด้วยค่ะ
อาหารบำรุงสมองและระบบประสาท ได้แก่

กรดโฟลิก มีมากในผักใบเขียวเข้ม ถั่วแดง ส้ม และแคนตาลูป

สังกะสี มีมากในข้าวซ้อมมือ อาหารทะเล

วิตามินบี 1 มีมากในข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท ไข่ เนื้อปลา

วิตามินบี 6 มีมากในข้าวซ้อมมือ เนื้อสัตว์ กล้วยและถั่วต่างๆ

วิตามินบี 12 มีมากในเนื้อปลา

อาหารบำรุงสายตา ได้แก่ ผักบุ้ง ฟักทอง มะเขือเทศ และมะละกอ

เพื่อสุขภาพที่ดีของสาว IT ที่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง มีข้อแนะนำว่าควรที่จะหยุดพักสายตาทุกๆ 30 นาที จะออกไปเดินเล่น หรือละสายตามองไปที่ต้นไม้เขียวๆ หรือดอกไม้สีสวยก็ช่วยได้ค่ะ นอกจากนี้การวางคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากตัวคุณประมาณช่วงแขนเอื้อม และวางให้ต่ำกว่าระดับสายตาของคุณประมาณ 20 องศา รวมทั้งต้องคอยทำความสะอาดหน้าจออยู่เสมอ เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการสะท้อนมากขึ้นและอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ เพื่อเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และความสดชื่น รวมทั้งใส่ใจเรื่องอาหารการกินกันด้วยนะคะ ... ง่ายๆ แค่นี้สุขภาพดีก็เป็นของคุณค่ะ
 
 
มือแห้งกร้าน
        “มือ” นับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายที่ต้องดูแลเอาใจใส่ไม่แพ้อวัยวะส่วนอื่นๆ เลยนะคะ เพราะนอกจากจะต้องใช้งานอยู่เป็นประจำแล้ว มือยังสามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ รู้แบบนี้แล้วคุณควรหันมาให้ความสำคัญดูแลทะนุถนอมมือกันตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่านะคะ วิธีการดูแลรักษาก็ง่ายๆ ค่ะ โดยควรเช็ดมือให้แห้งทุกครั้งหลังการล้างมือ เพราะความเปียกชื้นจะสัมผัสกับอากาศที่แห้ง ทำให้มือของคุณแห้ง หยาบกร้านได้ นอกจากนี้ให้แช่มือในน้ำอุ่นที่ผสมน้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออยล์ สัปดาห์ละสองครั้ง หลังจากนั้นเช็ดมือให้แห้งแล้วทาโลชั่นบำรุงผิว ดร.สาโรช วันละสองครั้ง ตอนเช้าและตอนเย็น หรือหลังทำความสะอาดมือในระหว่างวัน หากเป็นในช่วงที่มีอากาศหนาวก่อนนอนให้ใส่ถุงมือผ้าฝ้ายเข้านอนด้วยก็จะช่วยเพิ่มความอบอุ่น และยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื่นและรู้สึกผ่อนคลายให้กับมือที่ต้องเผชิญงานมาตลอดทั้งวันได้อีกด้วยค่ะ
 
 
8 วิธี ถนอมสุขภาพดวงตา
        ดวงตา ถือเป็นอวัยวะสำคัญอย่างยิ่งของร่างกาย คือทำให้มองเห็น นอกจากนั้นยังสามารถที่จะแสดงความรู้สึกและอารมณ์ของเราได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการถนอมสุขภาพดวงตาดังนี้ค่ะ

1. ควรใช้สายตาในที่มีแสงสว่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการเพ่งมองนานๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดตาได้

2. ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้งที่อยู่ในที่มีแสงแดดจ้า

3. หลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกขยี้ตา หรือใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า เพราะสิ่งสกปรกหรือเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่บนผ้าเช็ดหน้า อาจทำให้เกิดอาการติดเชื้ออักเสบได้

4. ในกรณีที่ใช้สายตาทำงานมากๆ เช่น อ่านหนังสือ ควรหาช่วงพักผ่อนสายตา อาจจะด้วยการทอดสายตาออกไปไกลๆ หรือมองต้นไม้สีเขียวๆ บ้าง

5. การนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีนั้น เป็นการพักผ่อนสายตาได้เป็นอย่างดี

6. การแต่งหน้าที่หนาอาจทำให้เกิดถุงใต้ตา และรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย เนื่องจากเนื้อครีมเข้มข้นอาจต้องใช้แรงกดในการทา ซึ่งทำให้เกิดริ้วรอยได้ ฉะนั้นต้องหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวหน้าและผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ ต้องมีเนื้อครีมที่บางเบา ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น ไฮอี หรือครีมทารอบดวงตาสำหรับลดริ้วรอยรอบดวงตา เป็นต้น

7. ถ้าดวงตาเกิดอาการบวมแดง หรือดูอิดโรยไม่สดใส ให้ใช้สำลีชุบน้ำเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็งวางบนเปลือกตาทั้งสองข้าง

8. บริหารดวงตาโดยการกรอกลูกตาไปมาเป็นวงกลม เริ่มจากตามเข็มนาฬิกาครบหนึ่งรอบ แล้วกรอกทวนเข็มนาฬิกา ทำอย่างนี้ซ้ำๆ กันวันละ 2-3 ครั้ง แล้วนอนหงายหรือนั่งหลับตาสักพัก ซึ่งอาจใช้แตงกวาฝานชิ้นบางๆ แปะไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เมื่อลืมตาขึ้นมาจะทำให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวาขึ้น

...อยากมีสุขภาพดวงตาที่ดี ก็ลองนำเอา 8 วิธีนี้ไปใช้เพื่อสุขภาพดวงตาจะได้ไม่เสื่อมก่อนวัยค่ะ
 
 

เกี่ยวกับเรา | ผลิตภัณฑ์ | บริการสมา่ชิก | ข่าวสาร | ความรู้ | ติดต่อเรา



   สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2550 บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดร.สาโรช จำกัด